หลังจากพบว่าสารสกัดจากเปลือกมังคุดมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อวัณโรคที่ดื้อยาได้ และกระแสความนิยมใช้หน้ากากอนามัยในช่วง 2-3 ปีก่อน จึงนำไปสู่การพัฒนาหน้ากากผสมสารสกัดจากเปลือกมังคุดเพื่อป้องกันการระบาดของโรคติดต่อจากระบบทางเดินหายใจ และพร้อมจำหน่ายในอีก 2 เดือนข้างหน้า โดยญี่ปุ่นและสิงคโปร์แสดงความสนใจในผลงานไทยนี้ด้วย 

 

พงศ์พล เอกบุตร นักศึกษาปริญญาเอก จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้ร่วมกับ ศ.ดร.พิชญ์ ศุภผล หัวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาหน้ากากอนามัยผสมสารสักดจากเปลือกมังคุด บอกทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า หลังจากนักวิจัยจุฬาฯ ได้ค้นพบว่าสารสกัดจากเปลือกมังคุดนั้นมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อวัณโรคที่ดื้อยาบางตัวได้ จึงได้เกิดความคิดที่จะนำสารสกัดดังกล่าวมาใช้ประโยชน์
       
       เดิมพงศ์พลทำวิจัยหลักเกี่ยวกับวัสดุปิดแผลอยู่แล้ว จึงลองผสมสารสกัดจากเปลือกมังคุดในเส้นใยนาโนเพื่อผลิตวัสดุปิดแผลเพื่อให้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ แต่กว่าที่จะได้ผลิตภัณฑ์ออกมาใช้ต้องใช้เวลานาน เพราะเป็นวัสดุทางการแพทย์จึงต้องผ่านการทดสอบเป็นเวลานาน และเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมามีกระแสความนิยมใช้หน้ากากอนามัยจึงได้จุดประกายความคิดในการผสมใช้กับหน้ากากอนามัย
       
       อีกทั้งวัณโรคยังติดต่อได้ง่ายผ่านการแพร่เชื้อทางการหายใจ ผลจากการทดสอบเมื่อหยดเชื้อวัณโรค 10,000 เซลล์ต่อสารละลาย 1 มิลลิลิตร ลงบนหน้ากากอนามัยที่มีสารสกัดเปลือกมังคุด พบว่าเชื้อครึ่งหนึ่งตายทันที แต่ตามมาตรฐานต้องทดสอบนาน 24 ชั่วโมง ซึ่งพบว่าเชื้อตายทั้งหมด
       
       นอกจากนี้พงศ์พลกล่าวว่าเมื่อเทียบกับอนุภาคซิลเวอร์นาโนที่ใช้ผสมหน้ากากอนามัยเพื่อฆ่าเชื้อโรคแล้ว สารสกัดจากเปลือกมังคุดมีความปลอดภัยมากกว่า เพราะการใช้ซิลเวอร์นาโนในปริมาณมากเกินไปจะทำให้เซลล์ไหม้ได้ แต่ข้อเสียของหน้ากากผสมสารสกัดเปลือกมังคุดคือมีกลิ่นมังคุดอ่อนๆ คล้ายเปลือกไม้ โดยเปลือกมังคุดมีสารสำคัญเป็นยางสีเหลือง ทำให้หน้ากากที่ได้มีสีเหลืองด้วย
       
       ตอนนี้หน้ากากอนามัยที่มีส่วนผสมของเปลือกมังคุดนี้จะพร้อมจำหน่ายในอีก 2 เดือนข้างหน้า โดยพงศ์พลกล่าวว่าจุฬาฯ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กำลังติดต่อภาคอุตสาหกรรมเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ ซึ่งทางญี่ปุ่นและสิงคโปร์ก็แสดงความสนใจ

 

ที่มา http://www.manager.co.th/science/viewnews.aspx?NewsID=9550000100679